ใช้ CPAP แล้วมีน้ำขังในสาย เกิดจากอะไร? รู้จัก Rainout และวิธีแก้
เคยตื่นกลางดึกแล้วรู้สึกว่ามีหยดน้ำกระเด็นเข้าหน้ากาก ห […]
กลางคืนควรเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายได้พัก แต่สำหรับผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น หรือ Obstructive Sleep Apnea (OSA) การนอนอาจกลายเป็นช่วงเวลาที่ลมหายใจสะดุดซ้ำ ๆ โดยเจ้าตัวไม่รู้ตัว
ภาพที่เห็นจากภายนอกอาจเป็นเพียงเสียงกรน การสะดุ้ง หรือการหายใจเฮือกเป็นบางช่วง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบหรือยุบตัวลงระหว่างนอน ทำให้อากาศผ่านได้น้อยลง ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่ต่อเนื่อง และสมองต้องปลุกระบบหายใจขึ้นมาชั่วครู่เพื่อให้หายใจต่อได้
เมื่อวงจรนี้เกิดซ้ำ การนอนจึงไม่ต่อเนื่อง แม้จะนอนครบชั่วโมง ผู้ป่วยอาจตื่นมาไม่สดชื่น ง่วงมากผิดปกติ สมาธิลดลง หรือมีอาการที่กระทบการใช้ชีวิตประจำวัน
บทความนี้จะพาเข้าใจ OSA ตั้งแต่กลไก อาการที่ควรสังเกต ปัจจัยเสี่ยง การตรวจ Sleep Test ค่า AHI และแนวทางดูแลรักษา
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น หรือ OSA คือความผิดปกติของการหายใจระหว่างนอนที่เกิดจากทางเดินหายใจส่วนบนยุบตัวหรือถูกอุดกั้นซ้ำ ๆ ทำให้เกิดการหยุดหายใจ (apnea) หรือหายใจแผ่วลง (hypopnea) เป็นช่วง ๆ
เมื่อหายใจไม่สะดวก ระดับออกซิเจนในเลือดอาจลดลง ร่างกายจึงต้องกระตุ้นให้สมองตื่นตัวขึ้นชั่วขณะเพื่อเปิดทางเดินหายใจอีกครั้ง การตื่นตัวนี้อาจสั้นมากจนผู้ป่วยจำไม่ได้ แต่เพียงพอที่จะทำให้คุณภาพการนอนเสียไป
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับไม่ได้มีเพียงแบบเดียว โดย ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) เกิดจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจ ขณะที่ Central Sleep Apnea (CSA) เกิดจากความผิดปกติของการส่งสัญญาณควบคุมการหายใจจากสมอง หากต้องการขยายความในบทความถัดไป
อ่านเพิ่มเติมทึ่ “OSA vs CSA ต่างกันอย่างไร”

เวลาที่เราหลับ กล้ามเนื้อหลายส่วนของร่างกายจะผ่อนคลายลง รวมถึงกล้ามเนื้อบริเวณโคนลิ้น เพดานอ่อน และผนังคอหอยที่ช่วยพยุงทางเดินหายใจ ในคนทั่วไป การคลายตัวนี้มักไม่ทำให้เกิดปัญหา แต่ในผู้ที่มี ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) ทางเดินหายใจอาจแคบอยู่แล้วจากโครงสร้างใบหน้า น้ำหนักตัว หรือเนื้อเยื่อรอบลำคอ
เมื่อกล้ามเนื้อคลายตัวขณะหลับ ทางเดินหายใจจึงยิ่งแคบลง และบางช่วงอาจปิดจนลมหายใจผ่านไม่ได้ ร่างกายจะพยายามสูดลมหายใจผ่านทางเดินหายใจที่แคบ เกิดแรงดึงภายในช่องอกมากขึ้น และทำให้เนื้อเยื่อรอบลำคอยุบเข้าหากันมากกว่าเดิม
เมื่อหายใจไม่ได้ ร่างกายจะสะสมคาร์บอนไดออกไซด์และระดับออกซิเจนลดลง สมองจึงส่งสัญญาณให้ร่างกายตื่นตัวขึ้นเพื่อกลับมาหายใจ เราจึงอาจเห็นผู้ที่มีภาวะนี้สะดุ้ง หายใจเฮือก หรือเหมือนสำลักระหว่างนอน
หากเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดซ้ำตลอดคืน การนอนจะถูกขัดจังหวะอยู่เรื่อย ๆ แม้เจ้าตัวจะรู้สึกว่านอนครบชั่วโมง แต่ร่างกายอาจไม่ได้เข้าสู่ช่วงหลับลึกได้เต็มที่ จึงตื่นมาแล้วรู้สึกเหมือนไม่ได้นอน

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่มักเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งโครงสร้างของทางเดินหายใจ อายุ น้ำหนักตัว โรคร่วม และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
คนที่มีขากรรไกรล่างเล็ก คางร่น พื้นที่หลังโคนลิ้นแคบ โคนลิ้นใหญ่ เพดานอ่อนยาว ต่อมทอนซิลโต หรือมีช่องจมูกอุดกั้น อาจมีพื้นที่ให้อากาศผ่านน้อยลง เมื่อเข้าสู่ช่วงหลับและกล้ามเนื้อคลายตัว จึงเกิดการตีบหรืออุดกั้นได้ง่ายกว่าคนทั่วไป [1]
ประเด็นนี้สำคัญเพราะ OSA ไม่ได้เกิดเฉพาะกับผู้ที่มีน้ำหนักเกินเท่านั้น คนรูปร่างผอมก็มีโอกาสกรนและมีปัญหาการหายใจระหว่างนอนได้ หากมีโครงสร้างทางเดินหายใจที่แคบหรือมีภาวะจมูกอุดกั้นร่วมด้วย อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ “ไม่อ้วนแต่กรน เกิดจากอะไร?”
ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เพราะไขมันที่สะสมบริเวณรอบคอและลำคออาจทำให้ช่องทางเดินหายใจแคบลง รวมถึงทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนี้ยุบตัวได้ง่ายขึ้นขณะหลับ
การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และการใช้ยานอนหลับหรือยาคลายกล้ามเนื้อบางชนิด อาจทำให้กล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจคลายตัวมากขึ้น จึงเพิ่มโอกาสที่ทางเดินหายใจจะตีบหรืออุดกั้นระหว่างนอน
ความเสี่ยงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามวัย เนื่องจากความตึงตัวของกล้ามเนื้อลดลงตามการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ขณะที่ความแตกต่างด้านฮอร์โมน โครงสร้างทางเดินหายใจ และโรคร่วมก็มีส่วนทำให้ความเสี่ยงของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจบางชนิด ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง หรือมีอาการง่วงมากผิดปกติระหว่างวัน ควรให้ความสำคัญกับอาการนอนกรนและการหยุดหายใจระหว่างหลับมากเป็นพิเศษ
อาการของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) ไม่ได้เกิดเฉพาะตอนนอน เพราะการนอนที่ถูกขัดจังหวะซ้ำ ๆ ยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตในช่วงกลางวันด้วย อาการที่คนใกล้ตัวมักสังเกตเห็น ได้แก่ กรนเสียงดังเป็นประจำ มีช่วงเหมือนหยุดหายใจ หลังจากหยุดหายใจอาจกลับมาหายใจเฮือกหรือเหมือนสำลัก สะดุ้งหรือตื่นกลางดึกบ่อย เหงื่อออกมากขณะนอน และตื่นมาปัสสาวะกลางคืนบ่อย
อาการระหว่างวันอาจได้แก่ ตื่นมาไม่สดชื่นแม้นอนหลายชั่วโมง ง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน ปวดศีรษะตอนเช้า ปากแห้งหรือเจ็บคอ หงุดหงิดง่าย สมาธิลดลง ความจำแย่ลง หรือเผลอหลับขณะทำงาน ดูโทรทัศน์ หรือขับรถ
อาการง่วงมากผิดปกติระหว่างวันไม่ควรมองข้าม เพราะอาจส่งผลต่อการทำงาน การเรียน และความปลอดภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องขับรถเป็นเวลานานหรือทำงานกับเครื่องจักร
ปัญหาของ OSA ไม่ได้จบแค่การกรนหรือการนอนหลับไม่เต็มอิ่ม เพราะการที่ร่างกายขาดออกซิเจนเป็นช่วง ๆ และต้องตื่นตัวซ้ำ ๆ ระหว่างคืน อาจส่งผลต่อสุขภาพด้านอื่นตามมาได้
ภาวะพร่องออกซิเจนเป็นช่วง ๆ และการนอนที่ถูกรบกวนสามารถกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก ทำให้หัวใจและหลอดเลือดทำงานหนักขึ้น โดยภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) มีความเกี่ยวข้องกับความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะหัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดสมอง
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของแต่ละคนไม่เท่ากัน จึงควรให้แพทย์ประเมินร่วมกับโรคประจำตัว ผลตรวจการนอนหลับ ระดับออกซิเจนขณะหลับ และอาการจริงของผู้ป่วย
เมื่อการนอนหลับถูกขัดจังหวะซ้ำ ๆ สมองอาจไม่ได้พักอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) บางคนจึงมีปัญหาด้านสมาธิ ความจำ อารมณ์ และการตอบสนองระหว่างวัน
งานวิจัยจำนวนมากพบความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) กับความเสี่ยงด้านระบบประสาทและสมอง แต่การพบความสัมพันธ์ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) ทุกคนจะเกิดโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ สิ่งสำคัญคือการประเมินและจัดการปัญหาการนอนให้เหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ
บางคนมีอาการกรนร่วมกับกรดไหลย้อน ไอเรื้อรัง หรือระคายคอในตอนเช้า ภาวะเหล่านี้อาจเกิดร่วมกันได้ และอาจทำให้คุณภาพการนอนแย่ลง หากมีอาการหลายระบบร่วมกัน ควรแจ้งแพทย์ให้ครบเพื่อช่วยวางแผนประเมินอย่างรอบด้าน
นอกจากนี้ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของทั้งผู้ป่วยและคนที่นอนร่วมกัน เพราะเสียงกรน การหายใจเฮือก และการตื่นกลางคืนอาจรบกวนการนอนของคนรอบข้างไปพร้อมกัน
การกรนเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็น OSA ทุกคน แต่ถ้าเสียงกรนเกิดขึ้นเป็นประจำและมีอาการอื่นร่วมด้วย ควรให้ความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีคนใกล้ตัวสังเกตเห็นว่า “กรนดังมาก มีช่วงหยุดหายใจ แล้วกลับมาหายใจเฮือก”
แม้ไม่มีใครเห็นอาการตอนหลับ แต่หากนอนเพียงพอแล้วยังง่วงมากผิดปกติ ตื่นมาปวดศีรษะเป็นประจำ สมาธิลดลง หรือเผลอหลับระหว่างกิจกรรมตอนกลางวัน ก็ควรพิจารณาปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม
การวินิจฉัย OSA ไม่ควรอาศัยแบบสอบถามเพียงอย่างเดียว แบบประเมินช่วยคัดกรองความเสี่ยงและความง่วงระหว่างวันได้ แต่การยืนยันโรคจำเป็นต้องอาศัยการตรวจการนอนหลับตามความเหมาะสม
การตรวจมาตรฐานคือ Polysomnography (PSG) ซึ่งตรวจหลายระบบพร้อมกัน เช่น คลื่นสมอง การหายใจ การเคลื่อนไหวของทรวงอกและช่องท้อง ออกซิเจนในเลือด คลื่นไฟฟ้าหัวใจ และตำแหน่งการนอน ส่วนบางกรณีอาจใช้ Home Sleep Apnea Testing (HSAT) ได้ หากแพทย์ประเมินว่าเหมาะกับอาการและโรคร่วมของผู้ป่วย
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ “Sleep Test คืออะไร”

ผลตรวจการนอนมักรายงานค่า AHI หรือ Apnea-Hypopnea Index ซึ่งเป็นค่าที่ช่วยบอกความถี่ของเหตุการณ์หายใจผิดปกติระหว่างนอน แพทย์ใช้ค่านี้ร่วมกับอาการ ระดับออกซิเจน โรคร่วม และข้อมูลจากการตรวจการนอนเพื่อประเมินความรุนแรงและเลือกแนวทางดูแล อ่านเพิ่มเติมได้ที่ “ค่า AHI คืออะไร?”
แนวทางรักษา OSA ควรปรับตามความรุนแรง สาเหตุ โรคร่วม และความเหมาะสมของแต่ละคน ทางเลือกอาจรวมถึงการลดน้ำหนัก การปรับท่านอน การหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์หรือยากดประสาทก่อนนอน การรักษาภูมิแพ้หรือจมูกอุดกั้น ทันตอุปกรณ์ เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก และการผ่าตัดในบางกรณี
หนึ่งในวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ CPAP หรือเครื่องอัดอากาศแรงดันบวก ซึ่งช่วยปล่อยลมผ่านหน้ากากเพื่อเปิดทางเดินหายใจส่วนบนที่แคบให้กว้างขึ้น และช่วยลดปัญหาการกรนหรือการหยุดหายใจระหว่างนอนในผู้ป่วยที่เหมาะสม
หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น OSA และแพทย์พิจารณาให้ใช้เครื่อง CPAP สามารถอ่านต่อในบทความ “เครื่อง CPAP คืออะไร” เพื่อเข้าใจหลักการทำงาน ประโยชน์ และการเลือกใช้งาน
สำหรับผู้ที่เริ่มใช้ CPAP แล้วรู้สึกหายใจไม่สะดวก แน่น อึดอัด หรือมีลมรั่วจากหน้ากาก ควรตรวจเรื่องขนาดหน้ากาก ความชื้น แรงดัน ท่านอน และการปรับตัวในช่วงแรก อ่านเพิ่มเติมได้ที่ “ใส่ CPAP แล้วรู้สึกอึดอัด เกิดจากอะไร?”

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น หรือ OSA ไม่ได้หมายถึงเพียงการกรนเสียงดัง แต่เป็นภาวะที่ทำให้การหายใจสะดุดซ้ำ ๆ ระหว่างนอน ส่งผลให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่ต่อเนื่องและนอนหลับได้ไม่เต็มที่
อาการที่ควรสังเกต ได้แก่ กรนดัง มีช่วงหยุดหายใจหรือหายใจเฮือกขณะนอน ตื่นมาไม่สดชื่น ปวดศีรษะตอนเช้า และง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน
หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการเหล่านี้เป็นประจำ การเข้ารับการประเมินจากแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์จะช่วยให้ทราบว่ามีความเสี่ยงต่อ OSA หรือไม่ และหากจำเป็น แพทย์อาจแนะนำการตรวจการนอนหลับเพื่อหาสาเหตุและระดับความรุนแรงต่อไป
เพราะการนอนที่ดีไม่ได้วัดเพียงว่า “นอนครบกี่ชั่วโมง” แต่ต้องเป็นการนอนที่ร่างกายสามารถพักและหายใจได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืนด้วย
บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปแก่ผู้อ่าน ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล หากผู้อ่านมีอาการนอนกรนร่วมกับหยุดหายใจ หายใจเฮือก หรือง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม
คือภาวะที่ทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบหรือยุบตัวซ้ำ ๆ ระหว่างนอน ทำให้หายใจสะดุด ออกซิเจนลดลง และการนอนถูกขัดจังหวะ แม้ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวว่าตื่นระหว่างคืน
ไม่ใช่ทุกคนที่กรนจะเป็น OSA แต่ถ้ากรนดังเป็นประจำ มีช่วงหยุดหายใจ หายใจเฮือก ตื่นมาไม่สดชื่น หรือมีอาการง่วงมากผิดปกติระหว่างวัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง
เป็นได้ เพราะ OSA ไม่ได้เกิดจากน้ำหนักตัวอย่างเดียว โครงสร้างขากรรไกร โคนลิ้น เพดานอ่อน ต่อมทอนซิล ภูมิแพ้ หรือจมูกอุดกั้น ก็ทำให้ทางเดินหายใจแคบและเกิดการกรนหรือหยุดหายใจระหว่างนอนได้
ควรพิจารณาตรวจเมื่อมีอาการกรนดังร่วมกับหยุดหายใจ หายใจเฮือก ง่วงมากผิดปกติ ปวดศีรษะตอนเช้า สมาธิลดลง หรือมีโรคร่วม เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเคยหลับในขณะขับรถ
AHI คือค่าที่ใช้สรุปความถี่ของเหตุการณ์หายใจผิดปกติระหว่างนอน ช่วยประเมินภาพรวมของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ แต่ต้องแปลผลร่วมกับอาการ ระดับออกซิเจน และข้อมูลอื่นจากแพทย์
ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน แพทย์จะพิจารณาตามระดับความรุนแรง อาการ โรคร่วม และความเหมาะสมของแต่ละคน โดย CPAP มักเป็นวิธีสำคัญในผู้ป่วย OSA ระดับปานกลางถึงรุนแรงหรือผู้ที่มีอาการชัดเจน
เด็กเป็น OSA ได้ โดยอาจมีอาการกรน หายใจทางปาก นอนกระสับกระส่าย ปัสสาวะรดที่นอน หรือมีพฤติกรรมซุกซน หงุดหงิด และสมาธิลดลง หากเด็กกรนเป็นประจำควรปรึกษาแพทย์
อาการสามารถดีขึ้นได้เมื่อได้รับการประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม เช่น ปรับพฤติกรรม ลดน้ำหนัก รักษาจมูกอุดกั้น ใช้ CPAP ใช้ทันตอุปกรณ์ หรือรักษาด้วยวิธีอื่นตามคำแนะนำของแพทย์